นาฬิกา

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วงจรภายใน CPLD



การเตรียมไฟล์สำหรับจัดวงจรภายใน CPLD (Configuration file)
เนื่องจากการโปรแกรมลงชิพด้วยสาย USB JTAG นี้ ไม่ได้ใช้ไฟล์ .jed (JEDEC)  แต่ต้องใช้กับไฟล์ xsvf (Xilinx Serial Vector Format)  โดยมีขั้นตอนสร้างดังนี้ เมื่อทำการ Implement  ให้คลิกเปิดคำสั่ง Option Implementation tools แล้วเลือก Generate SVF/XSVF/STAPL File 

เมื่อสั่ง Run  โปรแกรม iMPACT จะถามชนิดของไฟล์ที่ต้องการให้สร้าง   ให้ติก Prepare a Boundary Scan File แล้วเลือก XSVF
คลิก Finish
เมื่อปรากฎหน้าต่าง Create a New XSVF File ให้ตั้งชื่อไฟล์แล้วคลิก Save

คลิก OK
เมื่อปรากฎหน้าต่าง Add Device ให้หาชื่อไฟล์ xc9572xl.bsd (ไฟล์บอกเป็นอุปกรณ์ XC9572XL) ชึ่งอยู่ในโฟลเดอร์  C:\Xilinx\xc9500xl\data  แล้วคลิก Open
เมื่อปรากฎหน้าต่างโปรแกรม iMPACT  
ให้คลิกขวา แล้วเลือกคำสั่ง Assign New Configuration File  แล้วเลือกชื่อไฟล์ .jed ของโปรเจคที่สร้าง  หลังจากนั้น คลิกขวาอีกครั้งเลือกคำสั่ง Program
 เมื่อสิ้นสุดการโปรแกรมจะได้ไฟล์ .xsvf
http://narong.ece.engr.tu.ac.th/vhdl/experiment/using_usbjtag.html#xsvf_program
  1. ต่อสายดาวน์โหลด USB เข้ากับ บอร์ดทดลอง CPLD และเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าบอร์ดทดลอง
  2. ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ xsvfProgrammer.exe ในโฟลเดอร์ xsvfProgrammer  
  3. เมื่อปรากฎหน้าต่าง XSVF-Player ให้เลือก Con port (ขึ้นอยู่กับว่าคอมพิวเตอร์ติดตั้งให้เป็น Com อะไรโดยดูได้จาก Device Manager  ใน XP คลิกขวาที่ My Computer เลือก Properties เลือก Hardware เลือก Device Manager แล้วดูที่รายการ Com port)
  4. คลิก Browse เลือกชื่อไฟล์ที่ต้องการ
  5. คลิก Start

ออปแอมป์



1. คุณสมบัติของออปแอมป์
                ออปแอมป์ (Op-Amp)  เป็นชื่อย่อสำหรับเรียกวงจรขยายที่มาจาก Operating Amplifier เป็นวงจรขยายแบบต่อตรง (Direct couled amplifier) ที่มีอัตราการขยายสูงมากใช้การป้อนกลับแบบลบไปควบคุมลักษณะการทำงาน ทำให้ผลการทำงานของวงจรไม่ขึ้นกับพารามิเตอร์ภายในของออปแอมป์ วงจรภายในประกอบด้วยวงจรขยายที่ต่ออนุกรมกัน ภาคคือ วงจรขยายดิฟเฟอเรนเชียลด้านทางเข้า  วงจรขยายดิฟเฟอเรนเชียลภาคที่สอง วงจรเลื่อนระดับและวงจรขยายกำลังด้านทางออก สัญลักษณ์ที่ใช้แทนออปแอมป์จะเป็นรูปสามเหลี่ยม ไอซีออปแอมป์เป็นไอซีที่แตกต่างไปจากลิเนียร์ไอซีทั่วๆ ไปคือไอซีออปแอมป์มีขาอินพุท 2 ขา เรียกว่าขาเข้าไม่กลับเฟส (Non-Inverting Input) หรือ ขา + และขาเข้ากลับเฟส (Inverting Input) หรือขา  ส่วนทางด้านออกมีเพียงขาเดียว เมื่อสัญญาณป้อนเข้าขาไม่กลับเฟสสัญญาณทางด้านออกจะมีเฟสตรงกับทางด้านเข้า แต่ถ้าป้อนสัญญาณเข้าที่ขาเข้ากลับเฟส สัญญาณทางออกจะมีเฟสต่างไป 180 องศา จากสัญญาณทางด้านเข้า

                

รูปที่ 1 แสดงสัญลักษณ์ออปแอมป์


คุณสมบัติของออปแอมป์ในทางอุดมคติ

               1.       อัตราขยายมีค่าสูงมากเป็นอนันต์หรือ อินฟินิตี้ (AV = )

                2.       อินพุทอิมพีแดนซ์มีค่าสูงมากเป็นอนันต์ (Zi = )

                3.       เอาท์พุทอิมพีแดนซ์มีค่าต่ำมากเท่ากับศูนย์ (Zo = 0)

                4.       ความกว้างของแบนด์วิท (Bandwidth) ในการขยายสูงมาก (BW = )

                5.       สามารถขยายสัญญาณได้ทั้งสัญญาณ AC และ DC

                 6.       การทำงานไม่ขึ้นกับอุณหภูมิ

                เมื่อศึกษาคุณสมบัติของออปแอมป์ในอุดมคติแล้วพบว่า ออปแอมป์ได้รวมข้อดีของวงจรขยายไว้ได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากมีอัตราขยายเป็นอนันต์และสามารถขยายสัญญได้ทั้งไฟกระแสสลับและไฟกระแสตรง การนำไปใช้งานในบางครั้งเมื่อต้องการลดอัตราการขยายก็สามารถกระทำได้โดยการป้อนกลับ (Feed Back) เพื่อมาลดอัตราการขยายลง และข้อดีอีกประการหนึ่งก็คือ อิมพีแดนซ์ทางอินพุทมีอิมพีแดนซ์สูงมาก จึงทำให้เหมือนไม่มีกระแสอินพุทไหลเลยลักษณะเช่นนี้จึงทำให้วงจรทางอินพุทไม่โหลดวงจรส่งกำลังในส่วนหน้า เช่นเดียวกันที่เอาท์พุทมีอิมพีแดนซ์เป็นศูนย์สามารถนำไปเชื่อมต่อกับวงจรอื่นได้ดี


2. วงจรขยายแบบกลับเฟส (Inverting Amplifier)

รูปที่ 2 วงจรขยายออปแอมป์แบบกลับเฟส (Inverting Amplifier)

                ในวงจรขยายออปแอมป์นั้นสามารถที่จะกำหนดอัตราการขยายของวงจรได้โดยการใช้ วงจรเนกาทีฟฟีดแบ็ค (Negative Feedback) เมื่อเราป้อนสัญญาณเข้าทางขากลับเฟส (ขา - ) แรงดันด้านทางออกจะมีมุมเฟสต่างไปจากแรงดันทางเข้า 180 องศา ซึ่งมีลักษณะตรงข้าม สัญญาณตรงกันข้ามนี้จะถูกป้อนกลับผ่าน R2 เข้ามายังขาอินเวอร์ติ้งอีกครั้งหนึ่ง ตรงจุดนี้จะทำให้สัญญาณเกิดการหักล้างกันอัตราการขยายก็จะลดลง ถ้าตัวต้านทานที่เป็นตัวป้อนกลับมีค่ามาก จะทำให้สัญญาณป้อนกลับมีขนาดเล็กอัตราการขยายออกจึงสูง ถ้าตัวต้านทานที่ป้อนกลับมีค่าน้อยสัญญาณป้อนกลับไปได้มากอัตราการขยายก็จะลดลง ฉะนั้นอัตราส่วนของความต้านทาน R1 และ R2 จะเป็นตัวกำหนดอัตราการขยายของวงจรโดยไม่ขึ้นกับอัตราการขยายของออปแอมป์ ซึ่งสามารถหาอัตราการขยายแรงดันได้จากสูตร

3. วงจรขยายแบบไม่กลับเฟส (Non-Inverting Amplifier)
                วงจรขยายนี้เป็นวงจรขยายอีกแบบหนึ่งที่ต้องการเฟสในการขยายเป็นเฟสเดียวกัน ดังนั้นการป้อนสัญญาณอินพุทจึงต้องป้อนเข้าที่ขาอินพุทไม่กลับเฟส (+) ซึ่งเมื่อขยายออกที่เอาท์พุทแล้วจะได้สัญญาณเอาท์พุทที่มีเฟสเหมือนเดิม ดังนั้นในวงจรขยายแบบไม่กลับเฟสนี้การป้อนกลับเพื่อลดอัตราการขยายจึงยังคงต้องป้อนไปยังขาอินเวอร์ติ้ง (-) เพื่อให้เกิดการหักล้างของสัญญาณกันภายในตัวไอซีออปแอมป์ โดยสามารถหาอัตราการขยายของวงจรได้จากสูตร



รูปที่ 3 วงจรขยายออปแอมป์แบบไม่กลับเฟส (Non-Inverting Amplifier)


4. วงจรบัฟเฟอร์ (Buffer)
                วงจรบัฟเฟอร์หรือวงจรกันชน เป็นวงจรที่ใช้เชื่อมวงจรสองวงจรเข้าด้วยกัน เช่นระบบไอซีที่ต่างตระกูลกันหรือทรานซิสเตอรืที่ไม่แมทชิ่งอิมพีแดนซ์กัน คือวงจรที่จำเป็นต้องใช้บัฟเฟอร์เพราะคุณสมบัติของออปแอมป์ทางเอาท์พุทอิมพีแดนซ์ต่ำ เมื่อเชื่อมต่อกับวงจรอื่นแล้วจะไม่ทำให้วงจรอื่นมีผลแตกต่างไปจากเดิม วงจรบัฟเฟอร์นั้นจะมีอัตราการขยายเท่ากับ 1


 

รูปที่ 4 วงจรบัฟเฟอร์



5. วงจรกรองสัญญาณความถี่ต่ำ (Low Pass Filter)

 

รูปที่ 5 วงจรกรองความถี่เบื้องต้น


                การใช้วงจรกรองแบบอาร์ซี (RC Filter) เข้ามาเป็นเนกาทีฟฟีดแบ็ค (Negative Feedback) การขยายสัญญาณของออปแอมป์จะกรองเอาความถี่เฉพาะบางความถี่ออกไปเท่านั้นซึ่งสามารถหาความถี่ที่ใช้งานได้จากสูตร

      

               และสามารถที่จะประยุกต์ใช้งานวงจรนี้ในวงจรกรองความถี่ต่างๆ ได้เช่น ภาคกรองความถี่ ไอเอฟ วงจรดักจับความถี่  วงจรออสซิลเลเตอร์ และในเครื่องเสียงก็ยังใช้เป็นระบบแยกความถี่ของเครื่องขยายแบบไบแอมป์และไตรแอมป์ ซึ่งวงจรแยกความถี่แบบนี้เป็นวงจรชั้นสูงขึ้นไป เราเรียกวงจรแยกความถี่ว่า แอคตีฟฟิลเตอร์”  (Active Filter) ซึ่งสามารถจัดวงจรแอคตีฟฟิลเตอร์ได้ดังรูปที่ 6


รูปที่ 6 วงจรแอคตีฟฟิลเตอร์

ลำโพง




          เสียงเป็นคลื่นตามยาว   เสียงแหลมและทุ้มขึ้นกับความถี่  ส่วนสียงดังหรือค่อยขึ้นอยู่กับขนาดแอมพลิจูดของคลื่นนั้น   เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า  ไมโครโฟนมีหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า และนำสัญญาณที่ได้ไปบันทึกลงบนเทปคาสเซ็ท  แผ่น CD    หรือเครื่องเล่น MP3 ซึ่งกำลังฮิตกันอยู่ในปัจจุบัน  เมื่อเราต้องการจะนำเสียงที่บันทึกกลับออกมา   ภายในเครื่องเล่นเหล่านี้จะมีหัวอ่านคอยอ่านสัญญาณทางไฟฟ้าที่บันทึกอยู่ในเนื้อเทป  ซึ่งในขณะที่อ่านยังเป็นสัญญาณที่อ่อนมาก  จึงต้องนำเข้าเครื่องขยายสัญญาณก่อน เมื่อได้สัญญาณที่แรงพอแล้วจึงขับออกทางลำโพง กลายเป็นเสียงออกมา           
          ส่วนสำคัญที่สุดของเครื่องเล่นเหล่านี้ก็คือลำโพง  โดยหน้าที่สำคัญสุดของลำโพงคือ  เปลี่ยนสัญญาณทางไฟฟ้าที่ได้มาจากเครื่องขยายเป็นสัญญาณเสียง  ลำโพงที่ดีจะต้องสร้างเสียงให้เหมือนกับต้นฉบับเดิมมากที่สุด  โดยมีการผิดเพี้ยนน้อยที่สุด
        ภาพนี้ให้คุณกดปุ่ม  Press  here the  disect the speaker  เพื่อดูส่วนประกอบภายในของลำโพง  ถ้าไม่เห็นให้ดาวโลด  shockwave ก่อน
          ลำโพงที่เห็นขายกันอยู่ทั่วๆไป  ภายในประกอบด้วย
กรวยหรือไดอะแฟรม  ทำด้วยกระดาษแข็งหรือแผ่นพลาสติก  หรือจะทำด้วยแผ่นโลหะบางๆ ก็ได้ 
ขอบยึด (suspension  หรือ  surround )  เป็นขอบของไดอะแฟรม  มีความยืดหยุ่น  ติดอยู่กับเฟรม  สามารถเคลื่อนที่ขึ้นและลงได้ในระดับหนึ่ง
เฟรมหรือบางทีเรียกว่า บาสเก็ต (basket)
ยอดของกรวยติดอยู่กับคอยส์เสียง( Voice coil ) 
คอยส์เสียงจะยึดอยู่กับ สไปเดอร์ (Spider)  มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมเหมือนแหวน    สไปเดอร์จะยึดคอยส์เสียงให้อยู่ในตำแหน่งเดิม  และทำหน้าที่ เหมือนกับสปริง  โดยจะสั่นสะเทือน  เมื่อมีสัญญาณไฟฟ้าเข้ามา 
รูป  ลำโพงที่ขายกันอยู่ทั่วๆไป  มีเฟรมที่ทำด้วยโลหะ  ที่ยอดกรวยติดแม่เหล็กถาวร  และมีแผ่นไดอะแฟรมทำด้วยกระดาษ
         การทำงานของคอยส์เสียงใช้หลักการของแม่เหล็กไฟฟ้า โดยได้จากกฎของแอมแปร์    เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้าไปในขดลวดหรือคอยส์  ภายในคอยส์จะเกิดสนามแม่เหล็กขึ้น    ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้แท่งเหล็กที่สอดอยู่เป็นแม่เหล็กไฟฟ้า  ปกติแม่เหล็กจะมีขั้วเหนือและขั้วใต้   ถ้านำแม่เหล็กสองแท่งมาอยู่ใกล้ๆกัน  โดยนำขั้วเดียวกันมาชิดกันมันจะผลักกัน แต่ถ้าต่างขั้วกันมันจะดูดกัน   ด้วยหลักการพื้นฐานนี้  จึงติดแม่เหล็กถาวรล้อมคอยส์เสียงและแท่งเหล็กไว้  เมื่อมีสัญญาณทางไฟฟ้าหรือสัญญาณเสียงที่เป็นไฟฟ้ากระแสสลับป้อนสัญญาณให้กับคอยส์เสียง  ขั้วแม่เหล็กภายในคอยส์เสียงจะเปลี่ยนทิศทางตามสัญญาณสลับที่เข้ามา  ทำให้คอยส์เสียงขยับขึ้นและลง ซึ่งจะทำให้ใบลำโพงขยับเคลื่อนที่ขึ้นและลงด้วย  ไปกระแทกกับอากาศ เกิดเป็นคลื่นเสียงขึ้น  ถ้าเป็นเครื่องเสียงระบบโมโน ลำโพงจะมีอันเดียว แต่สำหรับเครื่องเสียงที่เป็นระบบเสตอริโอ ลำโพงจะมี 2  ข้าง คือข้างซ้าย และข้างขวา
รูป   ขั้วไฟฟ้าของลำโพงจะมีไว้ 2 ขั้ว  ไว้ต่อกับเครื่องขยายเสียง
         เครื่องขยายเสียงทุกประเภท  จะต่อเข้ากับสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับ  ซึ่งกระแสไฟฟ้ามีการเคลื่อนที่สลับทิศทางอยู่ตลอดเวลา   แต่ก่อนที่จะป้อนเข้าลำโพง  สัญญาณที่อ่านได้จากเทปแม่เหล็ก แผ่นซีดี  หรือ เครื่อง MP3  จะต้องได้รับการขยายสัญญาณให้แรงขึ้นก่อน  จึงจะสามารถขับออกทางลำโพงได้
        ใบลำโพงทำด้วยกรวยกระดาษ  ติดอยู่กับคอยส์เสียง เมื่อคอยส์เสียงสั่นขึ้นและลงตามสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับ  มันจะทำให้ใบลำโพงสั่นขึ้นลงด้วย  ใบลำโพงจะติดอยู่บนสไปเดอร์  ที่ทำหน้าที่เหมือนสปริง  คอยดึงใบลำโพงที่สั่นสะเทือนให้กลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิมเสมอ  เมื่อไม่มีสัญญาณไฟฟ้าป้อนเข้าลำโพง
ถ้าไม่เห็นภาพการทำงานของลำโพงให้ดาวโลด  shockwave  ก่อน
         ถ้ามีสํญญาณไฟฟ้ากระแสสลับป้อนเข้าไปในคอยส์เสียง   ทิศทางของกระแสไฟฟ้าจะกลับทิศทางอยู่ตลอดเวลา (สังเกตที่เครื่องหมาย +  และ -  จะเห็นว่ากลับทิศทางตลอดเวลาด้วย)   และทำให้แผ่นลำโพงสั่นเคลื่อนที่ขึ้นและลง   อัดอากาศด้านหน้าเกิดคลื่นเสียงขึ้น    สัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับที่ใส่ให้กับลำโพง   จะแปรตามความถี่และแอมพลิจูด   ซึ่งเป็นสัญญาณเดียวกันกับสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับที่ได้จากไมโครโฟน   แต่ว่าสัญญาณที่ได้ในครั้งแรก ยังอ่อนมากจึงต้องผ่านเครื่องขยายก่อน  จึงจะป้อนเข้าลำโพงได้  ใบลำโพงจะสั่นเร็วหรือช้าขี้นอยู่กับความถี่  และเสียงจะดังหรือค่อยขึ้นอยู่กับแอมพลิจูดของสัญญาณไฟฟ้า   ขนาดของลกำโพงมีความสำคัญมาก  ไม่ใช่ว่าลำโพงตัวเดียวสามารถจะให้ความถี่ได้ออกมาทุกๆความถี่  ถ้าต้องการให้เหมือนกับเสียงธรรมชาติมากที่สุด  ลำโพงจะต้องมีหลายขนาด   เราจะแบ่งลำโพงโดยใช้ความถี่ออกเป็น 3   ประเภท  ดังนี้
วูฟเฟอร์  (Woofers)
ทวีทเตอร์ (Tweeters)
มิดเรนส์ (Midrange)
วูฟเฟอร์  (Woofers)
ทวีทเตอร์ (Tweeters)
มิดเรนส์ (Midrange)
วูฟเฟอร์    เป็นลำโพงที่มีขนาดใหญ่สุด   ออกแบบมาเพื่อให้เสียงที่มีความถี่ต่ำ
ทวีทเตอร์    เป็นลำโพงที่มีขนาดเล็กสุด    ออกแบบมาเพื่อให้เสียงที่มีความถี่สูง
มิดเรนส์      เป็นลำโพงขนาดกลาง  ถูกออกแบบมาเพื่อให้เสียงในช่วงความถี่กลางๆ  คือไม่สูงหรือไม่ต่ำ
          ลำโพงทวีทเตอร์ เป็นลำโพงที่มีความถี่สูง   แผ่นลำโพงมีขนาดเล็กและค่อนข้างแข็ง จึงสามารถสั่นด้วยความเร็วที่สูง   ส่วนลำโพงแบบวูฟเฟอร์  แผ่นลำโพงจะมีขนาดใหญ่ และค่อนข้างนิ่ม  จึงสั่นด้วยความเร็วต่ำ  เพราะมีมวลมาก  อย่างไรก็ตามเสียงทั่วไป มีความถี่กว้าง คือ มีความถี่จากสูงถึงต่ำ  ซึ่งเราจะเรียกว่า มีความถี่ช่วงกว้าง  ถ้าเรามีแต่ลำโพงทวีทเตอร์ และวูฟเฟอร์  เราจะได้เสียงอยู่ในย่านความถี่สูงกับต่ำเท่านั้น  ความถี่ในช่วงกลางจะหายไป  เพื่อจะให้คุณภาพของเสียงออกมาทุกช่วงความถี่  จึงจำเป็นจะต้องมีลำโพงมิดเรนส์ด้วย    ภายในตู้ลำโพงตู้หนึ่ง จึงมักจะเห็นลำโพงทั้งสามชนิดประกอบเข้าด้วยกัน
         สำหรับลำโพงแบบทวีทเตอร์  เครื่องขยายเสียงจะส่งความถี่สูงให้  ลำโพงวูฟเฟอร์   จะส่งความถี่ต่ำ  ส่วนความถี่ในช่วงที่เหลือเป็นของลำโพงแบบมิดเรนส์  ถ้าลองถอดฝาตู้ด้านหลังออก  เราจะได้เห็น  อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งเรียกว่า ครอสโอเวอร์ (Cross over)   อุปกรณ์ตัวนี้เป็นตัวแยกสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับให้ออกเป็น 3  ส่วน  คือ ส่วนความถี่สูง  ความถี่ต่ำ  และความถี่ขนาดกลาง  
          ครอสโอเวอร์แยกออกเป็น 2  แบบ คือ แบบ พาสซีพ  (Passive)  และ แบบแอคทีฟ (active)    ครอสโอเวอร์แบบแอคทีฟ ไม่ต้องมีแหล่งจ่ายไฟ   แต่ใช้พลังงานจากสํญญาณเสียงแทน   หลักการพื้นฐานของครอสโอเวอร์นั้นประกอบขึ้นด้วย ตัวต้านทาน ตัวเหนี่ยวนำ  และ ตัวเก็บประจุ    ต่อขึ้นเป็นวงจรไฟฟ้า ทั้งตัวเก็บประจุและตัวเหนี่ยวนำจะเป็นตัวนำที่ดีภายใต้เงื่อนไขบางประการ  ยกตัวอย่างเช่น ตัวเก็บประจุจะยอมให้ความถี่สูงที่เกินกว่าค่าที่กำหนดผ่านไปได้  แต่ถ้าเป็นความถี่ต่ำกว่าค่าที่กำหนดมันจะไม่ยอมให้ผ่านไป  ส่วนตัวเหนี่ยวนำจะทำหน้าที่แตกต่างกัน  คือจะเป็นตัวนำที่ดีเมื่อความถี่ต่ำ  คือมันจะยอมให้ความถี่ต่ำกว่าค่าที่กำหนดผ่านไปได้  และจะไม่ยอมให้ความถี่สูงกว่าค่าที่กำหนดผ่านไป  
รูป  ครอสโอเวอร์ที่ใช้อยู่ในลำโพง  ความถี่จะถูกแบ่งโดยตัวเหนี่ยวนำ  ตัวเก็บประจุ  และส่งไปยังวูฟเฟอร์  ทวีทเตอร์  และมิดเรนส์
           สัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับที่ผ่านการขยายมาแล้ว  จะถูกส่งผ่านไปยังครอสโอเวอร์แบบพาสซีฟ  โดยเราจะต่อตัวเก็บประจุไว้ก่อนที่จะเข้าทวีทเตอร์  เพราะจะยอมให้แต่ความถี่สูงผ่านไปได้เท่านั้น   ตัวเหนี่ยวนำจะต่อไว้ก่อนจะเข้าวูฟเฟอร์  ส่วนลำโพงมิดเรนส์  จะต่ออยู่กับ ตัวเก็บประจุ และตัวเหนี่ยวนำ โดยต่อเป็นวงจรไฟฟ้า เรียกว่า วงจร L-C  และเลือกค่าให้เหมาะสม เพื่อให้ความถี่ในช่วงกลางสามารถผ่านไปได้  
          ครอสโอเวอร์แบบแอคทีฟ เป็นอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกับครอสโอเวอร์แบบพาสซีฟ  แต่ว่าออกแบบซับซ้อนกว่า จึงต้องมีแหล่งจ่ายไฟป้อนพลังงานให้   ครอสโอเวอร์แบบนี้จะแยกความถี่ออกก่อนที่จะเข้าเครื่องขยายเสียง ดังนั้นจึงต้องมีเครื่องขยาย  3  อัน  แต่ละอันขยายความถี่ในช่วงที่แตกต่างกัน  จึงเป็นข้อเสียที่สำคัญประการหนึ่ง  แต่มีข้อดีมากเมื่อเทียบกับแบบพาสซีฟ และเป็นสิ่งที่เครื่องเสียงราคาเป็นแสนขาดเสียไม่ได้คือ  คุณสามารถปรับแต่งความถี่ทุกๆช่วงได้  อย่างไรก็ตามมันมีราคาค่อนข้างแพงจึงใช้กับเครื่องเสียงราคาสูงเสียมากกว่า
          ต่อไปที่จะกล่าวถึงและมีความสำคัญไม่น้อยกว่าครอสโอเวอร์  สิ่งนั้นก็คือตู้ลำโพง    เพราะถ้าไม่มีตู้ลำโพง เสียงอันไพเราะของคุณอาจจะออกมาเหมือนกับเสียงเป็ดก็ได้   ถึงแม้ลำโพงของคุณจะดีเลิศปานใดก็ตาม
         ลำโพง กับครอสโอเวอร์ ทั้งหมดบรรจุลงไปในตู้  ซึ่งออกแบบมาเฉพาะ  เราจะเรียกว่า ตู้ลำโพง     ตู้นี้มีหน้าที่หลายอย่าง  แต่หน้าที่หลักของมันก็คือ  บรรจุลำโพงไว้นั่นเอง  และทำให้ลำโพงอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม  เพื่อจะให้เสียงที่ได้ออกมาดีที่สุด  โดยทั่วไปตู้ลำโพงจะทำด้วยไม้  เพราะสามารถดูดกลืนการสั่นสะเทือนของเสียงได้เป็นอย่างดี  ถ้าคุณไม่เชื่อก็ให้คุณนำลำโพง ไปวางไว้บนโต๊ะ และลองเปิดเครื่องเสียง  ให้จับโต๊  คุณจะสัมผัสได้ว่า โต๊ะมีการสั่นสะเทือน
          ข้อสำคัญประการหนึ่งก็คือ  พลังงานของคลื่นเสียงที่ส่งออกไปทางด้านหน้าของลำโพง  จะสะท้อนกลับหลังด้วยพลังงานที่เท่ากัน  ตามหลักการอนุรักษ์โมเมนตัม  พลังงานที่สะท้อนกลับมานี้ตู้ลำโพงจะต้องดูดกลืนให้หมด ไม่เช่นนั้นมันจะเปลี่ยนเป็นพลังงานการสั่นสะเทือนแทน
  
        รูป   ตู้ลำโพงแบบชีลด์ (sealed)  เป็นตู้ที่ปิดมิดชิด  เจาะรูไว้ 3 รู  3 ขนาด  มีไว้ใส่ ทวีทเตอร์  วูฟเฟอร์ และมิดเรนส์  ตู้ลำโพงแบบนี้ บางทีเรียกว่า อาคูติกสัทสเปนชั่น (acoutic suspention enclosure)  เนื่องจากมันปิดมิดชิด  อากาศจึงไม่สามารถไหลเข้าออกได้   นั่นก็หมายความว่า ขณะที่คลื่นเสียงพุ่งออกมาทางด้านหน้า  ทางด้านหลังของลำโพงก็จะมีพลังงานของคลื่นเสียงพุ่งถอยหลังกลับเข้าไปในตู้  แน่ละในเมื่อไม่มีอากาศไหลออก  ความดันภายในตู้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง  ในกรณีที่แผ่นของลำโพงกำลังพุ่งเข้า  ความดันภายในตู้จะเพิ่มขึ้น   และจะลดลงเมื่อแผ่นลำโพงพุ่งออก ฉะนั้น การพุ่งเข้าและออกของแผ่นลำโพง จะทำให้ความดันภายในและภายนอกลำโพงเกิดความแตกต่างกันได้  
         รูป   ความดันภายในตู้จะลดลงเมื่อแผ่นลำโพงพุ่งออก   และจะเพิ่มขึ้นเมื่อแผ่นลำโพงพุ่งเข้า
         ตู้ลำโพงแบบชีลด์ มีข้อเสียประการหนึ่ง  คือมีประสิทธิภาพต่ำ  เพราะเครื่องขยายเสียงจะต้องสูญเสียพลังงานส่วนหนึ่งไปกับความดันอากาศนี้  มีการแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  โดยการเจาะรูเล็กๆ บนด้านหน้าของตู้ลำโพง  เพื่อให้อากาศไหลเข้าและออกได้  ลำโพงแบบนี้เรียกว่า Bass reflex   เสียงที่เกิดจากลำโพงแบบนี้มี 2 เสียง  เสียงแรกเป็นเสียงทุ้มที่เกิดจากรูที่เจาะ  เสียงที่สองมาจากลำโพงตามปกติ   แต่ว่าข้อเสียของลำโพงแบบนี้ก็มีเหมือนกัน  คือความดันภายในกับภายนอกตู้เท่ากัน  จึงไม่มีแรงดันของอากาศช่วยดันใบลำโพงกลับมาที่เดิม  ดังนั้นเสียงที่ได้จึงควบคุมได้ยาก  จึงทำให้เสียงเพี้ยนไปได้ง่าย
รูป   ตู้ลำโพงแบบ  bass  reflex   จะได้เสียงออกมา 2  เสียง  เสียงแรกมาจากลำโพงหลัก  อีกเสียงมาจากทางรูด้านล่าง
         การออกแบบลำโพงในปัจจุบัน  มีความหลากหลายและพิศดารขึ้นเรื่อยๆ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สามารถอธิบายด้วยหลักการทางฟิสิกส์ทั้งสิ้น  ดังตัวอย่างเช่น  ระบบลำโพงคู่  (Dipole passive radiator enclosure)  คือ อาศัยแรงชับดันจากลำโพงเพียงตัวเเดียว ไปทำให้ลำโพงอีกตัวหนึ่งเกิดเสียงขึ้นด้วย  พูดง่ายก็คือ ขับลำโพงเพียงตัวเดียว  อีกตัวที่เหลือ มันขับได้ด้วยตัวของมันเอง  ระบบนี้จึงมีประสิทธิภาพมาก  และให้เสียงได้ออกทุกทิศทุกทาง  โดยลำโพงแบบแอคทีฟ (ลำโพงที่ต้องใช้สัญญาณไฟฟ้าขับ) จะให้เสียงออกทางด้านหน้า  ส่วนลำโพงแบบพาสซีพ( ลำโพงที่ไม่ต้องใช้สัญญาณขับ)  จะให้เสียงออกทางด้านหลัง โดยอาศัยความดันอากาศที่เกิดจากลำโพงตัวแรก 
รูป  ลำโพงแบบ แอคทีฟ และพาสซีฟ  ต่อกันดังรูป  จะให้เสียงออกมาได้ทั้งสองด้าน
          ส่วนใหญ่ลำโพงที่เราเห็นกันทั่วไป  เป็นลำโพงรูปร่างคลาสสิกอย่างที่เสนอไปแล้ว  แต่ยังมีลำโพงแบบอื่นๆที่รูปร่างค่อนข้างแปลกมีขายอยู่ในท้องตลาด  และราคาก็ไม่แพงสามารถซื้อหากันได้
           มีลำโพงอยู่ชนิดหนึ่งที่อยากจะแนะนำ  มีลักษณะแบนเหมือนแผ่นกระดาษ   เราเรียกลำโพงแบบนี้ว่า  Electrostatic  speaker  เป็นลำโพงที่อาศัยหลักการของสนามไฟฟ้าสถิต   ภายในประกอบด้วยแผ่นลำโพงหรือแผ่นไดอะแฟรมที่มีลักษณะเป็นแผ่นแบน  สอดอยู่ระหว่างแผ่นตัวนำ 2  แผ่น  แผ่นตัวนำนี้จะได้รับการชาร์จประจุไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟภายนอก  โดยมีแผ่นหนึ่งเป็นประจุบวก และอีกแผ่นหนึ่งเป็นประจุลบ  เกิดสนามไฟฟ้าวิ่งจากแผ่นประจุบวกไปที่แผ่นประจุลบ  เมื่อมีสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับส่งไปที่แผ่นลำโพง ขณะที่แผ่นลำโพงมีประจุเป็นบวก  แผ่นลำโพงจะวิ่งเข้าหาแผ่นตัวนำที่มีประจุเป็นลบ   และเมื่อแผ่นลำโพงมีประจุเป็นลบ มันจะวิ่งเข้าหาแผ่นตัวนำที่มีประจุเป็นบวก  แผ่นลำโพงจึงสั่นไปมาและผลักอากาศด้านหน้าเกิดเป็นคลื่นเสียงขึ้น
         
รูป   แผ่นลำโพงที่สอดอยู่ระหว่างตัวนำทั้งสองจะสั่นไปมาตามสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับ
         เนื่องจากแผ่นลำโพงหรือแผ่นไดอะแฟรมแบบนี้  มีลักษณะบางและเบามาก  จึงสั่นได้ดีที่ความถี่สูง  ถ้าผู้ฟังต้องการเสียงทุ้มจึงต้องมีลำโพงแบบวูฟเฟอร์เพิ่ม   แล้วลำโพงแบบนี้จะต้องเสียบปลั๊กไฟเพื่อนำไฟไปเลี้ยงแผ่นประจุทั้งสอง  โดยปกติผู้ใช้จึงต้องยกหม้อแปลงตามไปด้วย  ค่อนข้างเกะกะอยู่เหมือนกัน  มีลำโพงที่ประยุกต์ไปจากลำโพงแบบสนามไฟฟ้าสถิต  โดยเปลี่ยนจากสนามไฟฟ้าเป็นสนามแม่เหล็กแทน  ซึ่งเราเรียกลำโพงแบบนี้ว่า Planar  magnetic speaker  สำหรับลำโพงแบบนี้ แผ่นลำโพงจะเปลี่ยนเป็นแผ่นโลหะแทน   ส่วนหลักการอื่นเหมือนกันแทบทุกประการ

ABU



ABU

The Asia-Pacific Broadcasting Union หรือ ABU เป็นการรวมกลุ่มระหว่างสถานีวิทยุและสถานีวิทยุโทรทัศน์ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อความร่วมมือในการพัฒนากิจการการกระจายเสียงวิทยุและวิทยุโทรทัศน์ในภูมิภาค โดยไม่หวังผลกำไร ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) และปัจจุบันนี้มีสมาชิกทั้งหมด 100 สถานีจาก 50 ประเทศ การส่งกระจายเสียงจากทุกประเทศสมาชิกนั้นสามารถครอบคลุมพื้นที่ ใน ของโลก และครอบคลุมประชากร 3,600 ล้านคน
ขณะนี้สำนักงานใหญ่ของ ABU ตั้งอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สถานีโทรทัศน์ NHK ดำเนินการจัดการแข่งขันประดิษฐ์หุ่นยนต์ระดับอาชีวศึกษา และ อุดมศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นมากว่า 18 ปีแล้ว และภายหลังได้ขยายโครงการไปสู่การแข่งขันในระดับ ภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมการแข่งขันดังกล่าวเป็นประจำทุกปี และได้รับรางวัล ชนะเลิศหลายปีติดต่อกัน ต่อมา ประเทศสมาชิก ABU มีแนวคิดขยายโครงการนี้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น จึงกำหนดจัดการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ABU หรือเรียกชื่อย่อว่า ABU Robocon ระหว่างประเทศสมาชิก ABUโดยประเทศสมาชิกหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันขึ้นเป็นประจำทุกปีhttp://www.youtube.com/watch?v=LBYvf6PDUlo

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แอนดรอยด์


คุณกำลังมองหาโทรศัพท์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ หรือเปล่า

Buying Guide Android Mobileเนื่องจากปัจจุบัน ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือ มีหลากหลายค่ายโทรศัพท์ที่นำไปใช้ ดังนั้น การเลือกซื้อโทรศัพท์ที่ใช้แอนดรอยด์ในการควบคุฒ จึงมีความหลากหลายมาก เพราะมียี่ห้อต่างๆ และรุ่นต่างๆ ออกมามากมายให้เลือก แล้วอย่างนี้ เราจะมีวิธีในการเลือกซื้อโทรศัพท์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้อย่างไร ไม่อยากหรอกครับ ลองอ่านรายละเิอียดทิป เล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้คุณสามารถนำไปใช้ในการเลือกซื้อโทรศัพท์อันใหม่ได้เลยครับ
ทิปการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือที่ใช้แอนดรอยด์

ความเร็วในการทำงาน

ผมถือว่าเป็นหัวใจสำคํญในการเลือกซื้อโทรศัพท์ โดยเฉพาะกับโทรศัพท์ที่สามารถทำอะไรได้หลากหลายอย่าง เทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว ความเร็วในที่นี้จะเกี่ยวข้องกับ CPU ซึ่งถ้าสามารถเลือกใช้ CPU ที่มีความเร็ว 1 GHz ขึ้นไป รับประกันความราบรื่นในการใช้งาน นอกจากนี้ในส่วนของ RAM หรือหน่วยความจำ ก็เป็นสิ่งควบคู่กัน ถ้าจะให้ดี RAM ควรมีประมาณ 512 MB

ขนาดของหน้าจอโทรศัพท์

ขนาดหน้าจอโทรศัพท์ จะมีผลโดยตรงกับขนาดของตัวโทรศัพท์และน้ำหนักของตัวเครื่อง ดังนั้น การเลือกซื้อ ควรเลือกให้ดูใจเราเป็นหลักจะดีกว่า ถ้าต้องการหน้าจอใหญ่ๆ จะมีขนาดประมาณ 3 นิ้วขึ้นไปจนถึง 4 นิ้วเลยทีเดียว ส่วนราคาก็มักจะสูงตามเช่นกัน

ความละเอียดของหน้าจอ

นอกเหนือจากขนาดของหน้าจอแล้ว ความละเอียดของหน้าจอ หรือที่เราเรียกว่า Resolution ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ีควบคู่กันกับขนาดของหน้าจอ เพราะถ้าหน้าจอมีขนาดใหญ่ แต่ความละเอียดต่ำ ความสวยงามของรูปภาพ หรือความหน้าใช้งานก็จะน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้วัสดุที่ใช้ในการผลิตหน้าจอก็สำคัญ ปัจจุบัน หน้าจอแบบ AMOLED เป็นหน้าจอคุณภาพสูงที่คนทั่วไปยอมรับกัน มาแทนที่หน้าจอแบบ TFT

ทิปเพิ่มเติม ในการเลือกซื้อโทรศัพท์

นอกเหนือจาก 3 หัวข้อหลักข้างต้นแล้ว กล้องดิจิตอลที่มากับโทรศัพท์อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หลายๆ คนสนใจ ถ้าจะให้ดีก็ควรเลือกซื้อกล้องที่มีความละเอียดประมาณ 5 ล้านฟิกเซล
ท้ายสุดก็คือ เวอร์ชั่นของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ว่าใช้เวอร์ชั่นไหน แนะนำให้เลือก แอนดรอยด์ เวอร์ชั่น 2.2 ขึ้นไป? โดยทั่วไป เราสามารถอัพเกรดแอนดรอยด์ได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อโทรศัพท์ใหม่
http://www.it-guides.com/mobile-zone/android-mobile/1786-how-to-buy-android

ท่องอินเตอร์เน็ตผ่าน Web Browser android


ท่องอินเตอร์เน็ตผ่าน Web Browser

Browser Android       การ ใช้งานโทรศัพท์มือถือบนระบบปฏิบัิติการ แอนดรอยด์ นั้น จุดด้อยที่เห็นได้ชัดคือ ขนาดของหน้าจอที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้การมองเห็นเป็นไปค่อนข้างลำบาก แต่อย่างไรก็ตาม ทางผู้พัฒนาเองก็พยายามหาวิธีในการจัดการเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าต้องการจอภาพใหญ่ๆ ก็ไปเลือกใช้ Samsung Galaxy Tab หรือใช้ Notebook แทนจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม เรามาดูเทคนิคในการใช้งานBrowser กันสักนิดว่ามีวิธีการใช้งานอย่างไรในสภาพแวดล้อมหน้าจอขนาดเล็ก
Note เพิ่มเติม Web Browser บนโทรศัพท์มือถือ แอนดรอยด์นั้น สามารถเืลือกไ้ด้หลายโปรแกรม เช่น Firefox for Android, Opera Mini, SkyFire, Dolphin ซึ่ง App เหล่านี้เป็นของฟรีด้วยครับ..

ชมวีดีโอ ทิปการใช้ Browser บน Android

ข้อสังเกตจากวีดีโอ แนะนำการใช้ Browser

แตะ่แตะ (แตะ 2 ครั้งที่หน้าจอ) เป็นการย่อ-ขยายหน้าต่าง
สามารถเลือก Add to Favorite
สามารถ copy และ paste ได้
สามารถเปิดเว็บ มากกว่าหนึ่งได้ในคราวเดียวกัน (Mulitasking)
สามารถเปิดไฟล์ในรูปแบบ PDF ได้

ทิปเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Browser
สำหรับ ผู้ใช้งานแอนดรอยด์ ที่เวอร์ชั่นต่ำกว่า 2.2 จะมีปัญหาเกี่ยวกับการเปิดไฟล์วีดีโอ Flash น่ะครับ ดังนั้น ถ้าต้องการเปิดไฟล์สามารถเลือก download App Browser ที่รองรับ Flash แทนได้ครับ

http://www.it-guides.com/mobile-zone/android-mobile/1791-android-browser

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ภูชี้ฟ้า


              ภูชี้ฟ้า




ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า
 เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ก็เหมือนเข้าสู่ฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการหลั่งไหลของผู้คนสู่ตอนบนของประเทศ  สถานที่ท่องเที่ยวตามดอยและอุทยานต่างๆ ดูจะเย้ายวนเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวมากที่สุด ว่าไหมคะ ....ดังนั้น วันนี้เลยขอเอาใจนักชอบเที่ยวทั้งหลาย พาไปท่องเที่ยวที่ "ภูชี้ฟ้า" รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เพราะทะเลหมอกที่ภูชี้ฟ้าน่ะชนะเลิศ ทั้งบรรยากาศและธรรมชาติที่สวยงามจับใจ ราวกับภาพวาดเชียวหละ.. คอนเฟิร์ม!!! ว่าแล้วก็ไปท่องแดนแห่งขุนเขา และสายหมอกที่ภูชี้ฟ้ากันเลย....
         

          ภูชี้ฟ้า เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น  ติดชายแดนไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในพื้นที่เขตอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติด้วยลักษณะหน้าผาปลายยอดแหลม เป็นแนวยาวที่ชี้ไปบนฟ้า ทางฝั่งประเทศลาว จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า "ภูชี้ฟ้า" นั่นเอง ด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นับเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด ทั้งนี้ กรมป่าไม้ได้มีคำสั่งให้จัดตั้ง "ภูชี้ฟ้า" เป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 ด้วยเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตร ถึง 1,628 เมตร

          สำหรับไฮไลท์สำคัญของภูชี้ฟ้า ต้องยกให้จุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม อีกทั้งทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนดูกว้างไกล โดยในตอนเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเขาเบื้องล่าง มีพระอาทิตย์ขึ้นผ่านพ้นทะเลหมอก ท่ามกลางทุ่งหญ้า แซมด้วยทุ่งดอกโคลงเคลง (ในช่วงฤดูฝนไปจนถึงฤดูหนาว) สวยงามราวกับภาพวาด อย่าบอกใครเชียว!!!  และหากรอจนสายหมอกถูกความร้อนระเหยหมดแล้ว ก็ยังคงมองเห็นสายน้ำโขงไหลคดเคี้ยว ท่ามกลางป่าไม้ของฝั่งลาวที่เขียวสุดสมบูรณ์อีกด้วย  หากมาเที่ยวภูชี้ฟ้า ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม เส้นทางขึ้นภูชี้ฟ้าจะผ่านป่าซากุระหรือต้นพญาเสือโคร่งสีชมพูสวยงามมากอีกเช่นกัน

ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า
 

          
อ๊ะ..อ๊ะ..แต่ถ้าหากว่าใครคิดจะไปยลโฉมทะเลหมอกที่ภูชี้ฟ้าล่ะก็ ขอบอกว่าต้องขยันหน่อยนะจ๊ะ เพราะที่พักจะตั้งอยู่บริเวณเชิงภู ซึ่งห่างจากจุดชมวิวประมาณ 1.5 กิโลเมตร ดังนั้น จึงควรขึ้นไปยอดภูตั้งแต่ฟ้ายังมืด ประมาณตีห้า น่าจะกำลังเหมาะ เพราะเมื่อฟ้าเริ่มสว่างจะทำให้เห็นสายหมอกค่อยๆ ก่อตัวเป็นภาพต่างๆ ดูสวยงามราวกับมีช่างวาดฝีมือมาแต่งแต้ม สร้างความประทับใจมิรู้ลืม  

          นอกจากนี้เสน่ห์ของ "ภูชี้ฟ้า" ยังคงมีบรรยากาศเมืองเหนือเหมือนอุทยานและดอยอื่นๆ มีหมู่บ้านชาวเขา บริเวณตีน ภูชี้ฟ้า เป็นบรรยากาศของการท่องเที่ยว มีที่พักขนาดเล็กๆ หลายแห่งให้เลือกใช้บริการ ดำเนินงานโดยชาวเขาบ้างชาวเราบ้างและที่บริเวณบ้านเช็งเม้งก่อนขึ้นสู่ตีนภูชี้ฟ้า เป็นหมู่บ้านชาวม้ง หากมาเยือนภูชี้ฟ้า ในช่วงปีใหม่ยังจะได้ชมงานปีใหม่ ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบถ้วนทั้งหญิงและชาย จุดเด่นของงาน คือ การโยนลูกช่วงหรือลูกหินระหว่างหนุ่ม – สาว

          สำหรับภูมิอากาศบนภูเขา จะค่อนข้างเย็นแต่ฤดูกาลจะเป็นแบบมรสุมเมืองร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน และลมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

          อย่างไรก็ตาม "ภูชี้ฟ้า" เป็นดอยเดียวที่ชื่อว่า "ภู" ทั้งที่ตามจริงแล้วจะต้องชื่อว่า "ดอยชี้ฟ้า" ตามคำเรียกของทางเหนือ แต่ว่า ภูชี้ฟ้า เป็นชื่อที่คนต่างถิ่นไปตั้งชื่อ จึงเรียกว่า "ภู"  ในสมัยก่อนพื้นที่ของ ภูชี้ฟ้า เป็นแดนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มีการต่อสู้ทางอาวุธและแนวความคิดที่รุนแรงแห่งหนึ่งของประเทศไทย ครั้นเมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลายไป เริ่มมีผู้คนเดินทางมาชมธรรมชาติที่นี่ และแล้วชื่อเสียงของภูชี้ฟ้าก็ขจรขจายไปอย่างรวดเร็ว